PINK TAX ภาษีสีชมพูคืออะไร มาทำความรู้จักกันให้มากขึ้น
October 11, 2024
•5 นาที
ภาษี เป็นคำที่หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นชิน เพราะทุกวันนี้เราก็ต้องจ่ายภาษีให้กับหลาย ๆ อย่าง รวมไปถึงการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวันด้วย แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีสินค้าบางอย่างที่แม้ว่าไม่ได้
มาในรูปแบบภาษีที่รัฐบังคับให้จ่ายจริง แต่เราก็ต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าราคาสินค้าทั่วไป เรียกว่า Pink TAX หรือที่เราเรียกกันเล่นๆ และมีวลีฮิตว่าเป็นภาษีสีชมพู คือ แนวโน้มของการเพิ่มราคาของสินค้าและการบริการที่ทำการตลาดมาเพื่อผู้ญิง โดยเฉพาะ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของราคา ที่แฝงมากับค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภคต่าง ๆ เมื่อเทียบเท่ากับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของผู้ชาย เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดูแลร่างกาย ความสวยความงาม เครื่องสำอาง ไปจนถึงการบริการอื่น ๆ จนกลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางด้านราคาสินค้าที่คนบางกลุ่มต้องแบกรับ
สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจ คือ การร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้กับสังคมให้เข้าใจเรื่อง Pink TAX กันมากขึ้น เพราะเราทุกคนควรได้รู้ว่าภาษีแต่ละอย่างที่เราเสียไปนั้น เราเสียให้กับอะไร เท่าไร และอย่างไรบ้าง เนื่องจากเราเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนนี้ ที่อยากให้เกิดความเท่าเทียมของการจ่ายภาษี ira concept จึงมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ "Pink TAX: ภาษีและมูลค่าที่ผู้หญิงต้องจ่าย" และบทความนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จัก และเข้าใจ Pink TAX มากขึ้นด้วย
Pink TAX คืออะไร?
"PINK TAX" หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า "ภาษีสีชมพู" หมายถึง การมีราคาที่สูงขึ้นสำหรับสินค้า
ที่มีการโฆษณาหรือทำการตลาดสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อสะท้อนถึงความแตกต่างของราคาสินค้าและบริการที่มีต่อผู้บริโภคหญิง โดยสินค้าที่ถูกเพิ่มราคามักจะเป็นสินค้า
ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า อุปกรณ์การดูแลร่างกาย เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ แม้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีการใช้งานหรือคุณสมบัติใกล้เคียงกับสินค้าของผู้ชาย ที่จะแตกต่างกัน
แค่เพียงสี หรือหน้าตาของสินค้า ก็ยังมีราคาที่สูงกว่า นำไปสู่การเรียกแนวคิดนี้ว่า Pink TAX หรือ ภาษีสีชมพู นั่นเอง และถ้าสังเกตดี ๆ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ส่วนมากมักจะมีการออกแบบให้เป็นสีชมพู หรือโทนสีที่มีความพาสเทล และเป็นสีที่ใช้สื่อถึงความเป็นผู้หญิงอีกด้วย
ที่มาของการเกิด Pink TAX
แน่นอนว่าการดูแลตัวเองนั้นมีต้นทุนหลายอย่างที่ต้องจ่าย ทั้งสกินแคร์ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ไปจนถึงการดูแลสุขภาวะทางเพศโดยเฉพาะผู้หญิง จึงเป็นที่มาของการมีสินค้าและการตลาดที่หลากหลาย การตั้งราคาที่อ้างอิงจากกลุ่มเป้าหมาย และปัจจัยทางเศรษฐกิจ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการต่าง ๆ สำหรับชีวิตประจำวันเหล่านี้ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
- การตลาดที่แยกเพศ ผู้ผลิตมักจะออกแบบและทำการตลาดสินค้าโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง เมื่อสินค้าแยกประเภทตามเพศ สินค้าสำหรับผู้หญิง
มักจะถูกทำให้ดูน่าสนใจมากขึ้นผ่านการตั้งคำโฆษณา แต่งเติมสีสัน หรือรูปลักษณ์ ซึ่งทำให้สามารถ
ตั้งราคาแพงกว่าได้ - การคาดหวังจากผู้บริโภค เนื่องจากผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะยอมจ่ายแพงกว่า สำหรับสินค้า
ที่ดูสวยงาม หรูหรา หรือมีแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ราคาสินค้าสำหรับผู้หญิงสูงขึ้น - ต้นทุนการผลิต ในสินค้าบางชนิดสำหรับผู้หญิงอาจมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจาก
การใช้วัสดุที่พิเศษกว่าหรือการออกแบบที่ซับซ้อนกว่า เช่น การใช้วัสดุที่นุ่มนวลกว่าหรือบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามกว่านั่นเอง แต่บางครั้งก็อาจจะไม่ได้แตกต่างมากพอที่จะเทียบเท่ากับราคาตลาดที่สูงกว่า
Pink TAX ไม่ใช่แค่สินค้า แต่รวมถึงบริการ Pink Tax
หลาย ๆ คน อาจจะยังนึกภาพไม่ออก เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์ สินค้า หรือกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ชายก็หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น นำไปสู่การมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ที่หลากหลายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากลองเทียบราคาสินค้าชนิดเดียวกัน คุณสมบัติของการใช้งานเดียวกัน เราจะพบว่าราคาก็ยังมี
ความแตกต่างกันอยู่หลายอย่างในสินค้าหลายหมวดหมู่ ครอบคลุมหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าประจำวันและบริการที่ผู้หญิงใช้ รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย เสื้อผ้า ของเล่นเด็ก บริการทางสุขภาพ และอื่น ๆ นอกจากสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันแล้ว เรายังพบอีกว่า การบริการต่าง ๆ
ก็ยังมีราคาไม่แตกต่างกันอีกด้วย ลองมาดูกันว่าสินค้าและการบริการดังกล่าวนั้น มีอะไรบ้าง
- ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย (Personal Care Products) เช่น มีดโกนสำหรับผู้หญิง ครีมบำรุงผิว สบู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย แชมพูและครีมนวดผม โฟมล้างหน้าและเครื่องสำอาง
- เสื้อผ้า (Clothing) เช่น เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต แจ็คเก็ตสำหรับผู้หญิง กางเกงยีนส์ ชุดชั้นในและชุดนอน
- ของเล่นและอุปกรณ์สำหรับเด็ก (Toys and Kids' Products) เช่น ตุ๊กตา จักรยาน หรือของเล่น
ที่เน้นสีชมพู รถเข็นเด็ก รองเท้าและเสื้อผ้าเด็กสำหรับผู้หญิง - ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Health Products) เช่น เครื่องมือโกนขนหรือกำจัดขน น้ำหอมสำหรับ
ผู้หญิง ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากสำหรับผู้หญิง ผ้าอนามัย ถุงยางสำหรับผู้หญิง - อุปกรณ์และสินค้าอื่น ๆ (Miscellaneous) ปากกาหรือเครื่องเขียนที่ออกแบบสำหรับผู้หญิง กระเป๋าและอุปกรณ์เสริม เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ อุปกรณ์ออกกำลังกาย เช่น ดัมเบลหรือเสื่อโยคะที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ
- บริการต่าง ๆ (Services) เช่น การตัดผมในร้านเสริมสวย บริการซักแห้งและซักรีด บริการ
รถเช่าหรือประกันชีวิตที่เสนอราคาต่างกันสำหรับเพศหญิงและเพศชาย
Pink TAX ส่งผลอย่างไรต่อผู้หญิง?
ผลกระทบของ Pink Tax ต่อผู้หญิงไม่เพียงแต่ทำให้ผู้หญิงต้องจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าและบริการที่คล้ายคลึงกับของผู้ชาย แต่ยังส่งผลต่อความเป็นธรรมและความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจของเพศหญิงด้วย จากสถิติพบว่าในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
“ ผู้หญิง อาจมีรายได้เฉลี่ยที่ต่ำกว่าผู้ชาย ขณะเดียวกันกลับต้องจ่ายเงินในราคาที่สูงกว่าสำหรับสินค้าหรือบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน “
นอกจากนี้ การที่สินค้าของผู้หญิงมีราคาสูงกว่า ยังเป็นการ ลดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจระหว่างเพศชายและเพศหญิง จากการเพิ่มราคาเพียงเพราะสินค้านั้นถูกมองว่า "สำหรับผู้หญิง" ส่งผลให้ผู้หญิงต้องเผชิญกับความยากลำบากทางการเงินมากขึ้น
ira และจุดยืนการสนับสนุนเรื่องความเท่าเทียม
เมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำมาถึงสินค้าที่เราต้องซื้อในชีวิตประจำวัน ก็ต้องมีการหาทางออกเรื่องนี้จากหลาย ๆ ฝ่าย ซึ่งประเด็นเรื่อง Pink TAX ก็ยังเป็นประเด็นที่ควรมีการพูดถึงกันมากขึ้น และผลักดันให้มีการแก้ไข ตัวอย่างเช่น ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส ได้มีการรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้ผู้ผลิตปรับราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Pink TAX และทำให้ราคาสินค้า ของผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกันมากขึ้นอย่างป็นรูปธรรม
ส่วนในไทย ประเด็นของ Pink TAX ยังต้องการการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและสร้างพื้นที่ที่ให้ถูกพูดถึง เพื่อสร้างการรับรู้ และความเข้าใจในประเด็นนี้กันอย่างจริงจังมากขึ้น
รวมทั้งสนับสนุนให้มีการรณรงค์อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม จึงเกิดเป็นงานสัมมนา เรื่อง “Pink TAX ภาษีและมูลค่าสินค้าที่ผู้หญิงต้องจ่าย” เมื่อวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ห้องจัดประชุมสัมมนาชั้น บี 1 – 2 อาคารรัฐสภา จัดโดยคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งงานนี้มีผู้เข้าร่วมเสวนาจากหลากหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ภัสริน รามวงศ์ สส.พรรคประชาชน นางอุมาพร แพรประเสริฐ อนุ กมธ.พิจารณาศึกษาปัญหาหนี้นอกระบบเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและยั่งยืน ศ.ชลิภาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายชวลิต กงเพชร
นักวิชาการประจำคณะกมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ และ น.ส.วรางทิพย์ สัจจทิพวรรณ กรรมผู้จัดการบริษัท ไอร่า คอนเซปท์ จำกัด
โดยงานเสวนานี้จัดขึ้นเพื่อร่วมกันเสวนาสร้างความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องของแนวคิดเรื่อง Pink TAX ให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมงานในวันนั้น เพื่อให้เห็นภาพว่าการเกิด Pink Tax เป็นเรื่องของความไม่เท่าเทียม ทั้งการตั้งราคาสินค้า การมีภาษีตั้งแต่ต้นทุนการผลิต การเกิดช่องว่างระหว่างรายได้ของผู้หญิง ที่ทำให้ผู้หญิงเองต้อง แบกรับในส่วนนี้ทั้งสองทาง ira จึงเป็นแบรนด์ผ้าอนามัยที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ทุก ๆ คน เข้าถึง ผ้าอนามัยแบบออร์แกนิคในราคาที่จับต้องได้ เพราะผ้าอนามัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ทุก ๆ รอบเดือน ซึ่งหลังจบช่วงเสวนาก็ได้มีการพูดคุยกับนักศึกษา เรื่องรายจ่ายในการซื้อผ้าอนามัย โดยหลาย ๆ คนมีความเห็นว่า หากลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ จะสามารถเก็บออม ลงทุน หรือใช้สำหรับการศึกษาอื่น ๆ เพิ่มเติมที่คิดว่ามีความจำเป็น หรือเพิ่มการเข้าถึงผ้าอนามัยฟรีที่สะดวก อย่างเช่น การมีผ้าอนามัยแจก หรือการมีตู้กดผ้าอนามัยที่โรงเรียน หรือสถานศึกษา เป็นต้น หากองค์กรของคุณสนใจร่วมเป็นพันธมิตรของ ira และมอบผ้าอนามัยเป็นสวัสดิการ สามารถติดต่อทางเราเพื่อรับราคาแบบองค์กรได้ทาง hello@iraconcept.com หรือ line @ira_concept
แม้ว่าในประเทศไทยยังไม่มีการรณรงค์เรื่อง Pink TAX อย่างแพร่หลาย และยังไม่มี
การรายงานหรือศึกษาผลกระทบจาก Pink TAX อย่างชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กร
ที่เกี่ยวข้อง การสร้างพื้นที่ที่สามารถพูดถึงเรื่องนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะช่วยให้ประเด็นนี้
ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น สร้างแนวร่วมที่จะขจัดปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในทุก ๆ มิติ
ที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้หลาย ๆ คน โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคได้มีข้อคิดเห็น
หรือข้อเสนอแนะ และความต้องการ นำไปสู่การกระตุ้นให้ผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่เห็น
ความสำคัญ และใส่ใจมากขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปผลักดันให้เกิดนโยบาย
ขึ้นจริงได้ รวมไปถึงการร่วมกันผลักดันนโยบายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้เกิดขึ้นในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม